ตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ นายสุธัญญ์ อิ่มเอิบธรรรม

ตัวแทนประกันชีวิต เอไอ นายสุธัญญ์ อิ่มเอิบธรรรม

ประกันสุขภาพ กับ ประกันชีวิต ต่างกันอย่างไร ทำไมควรเลือกทำทั้งคู่

ประกันสุขภาพ กับ ประกันชีวิต ต่างกันอย่างไร

การทำประกันเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีความสำคัญในปัจจุบันนี้ หลายคนอาจเคยได้ยินคำแนะนำว่าควรมีประกันติดตัวไว้สักอย่าง แต่พอเอาเข้าจริงกลับไม่รู้ว่าจะเลือกทำอะไรดีระหว่างประกันสุขภาพ กับ ประกันชีวิต เพราะทั้งสองแบบแม้จะได้ชื่อว่าเป็นประกันเหมือนกัน แต่ก็มีความต่างในด้านสิทธิประโยชน์ หน้าที่การใช้งานที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ไม่ว่าแบบไหนก็ดูมีความสำคัญไปหมด ยิ่งใครที่อยากวางแผนชีวิตให้มีความมั่นคงรอบด้าน การเลือกทำทั้งคู่จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเลย ซึ่งก่อนที่จะไปเลือกทำประกันแบบไหน หรือจะเลือกทำทั้งคู่ เราจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจก่อนว่า ประกันสุขภาพ กับ ประกันชีวิต ต่างกันอย่างไร แต่ละแบบช่วยอะไรบ้าง และที่สำคัญที่สุดคือทำไมควรมีประกันทั้งสองแบบเอาไว้ในปัจจุบันนี้

ทำความเข้าใจ ประกันสุขภาพ กับ ประกันชีวิต สองตัวเลือกที่แตกต่าง

แม้ประกันทั้งสองแบบจะดูคล้ายกันตรงที่เป็นการวางแผนเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่ในความจริงแล้ว ประกันสุขภาพ กับ ประกันชีวิต มีบทบาทและวัตถุประสงค์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคุ้มครอง ช่วงเวลาที่ใช้ได้ หรือผู้ที่ได้รับประโยชน์จากประกันนั้น ๆ ซึ่งเราจะพาคุณไปทำความเข้าใจกับประกันทั้งสองรูปแบบกันดังนี้

ประกันสุขภาพ คืออะไร? ทำไมถึงมีความสำคัญ

ประกันสุขภาพ (Health Insurance) คือ ประกันที่คุ้มครองค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุโดยมีบริษัทประกันเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายแทนคุณ ตามขอบเขตความคุ้มครองที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ เช่น ค่าห้อง ค่ายา ค่าผ่าตัด ค่าหมอ หรือแม้แต่ค่ารักษาโรคร้ายแรงบางประเภท ซึ่งประกันสุขภาพจะเป็นการช่วยเหลือคุณในตอนที่คุณยังมีชีวิตอยู่ โดยมีความสำคัญ เช่น

  • ลดภาระค่าใช้จ่ายเมื่อต้องรักษาพยาบาล

ค่ารักษาพยาบาลโดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชนปัจจุบันมีราคาสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าห้อง ICU ค่าผ่าตัด หรือหากเจอโรคร้ายแรงขึ้นมา การมีประกันสุขภาพจะช่วยจ่ายแทน ทำให้คุณไม่ต้องจ่ายเงินเองทั้งหมด

  • ทำให้เข้าถึงการรักษาที่ดีและเร็วขึ้น

เมื่อมีประกันสุขภาพคุณสามารถเลือกโรงพยาบาลดี ๆ ที่มีอุปกรณ์และแพทย์เชี่ยวชาญได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ทำให้โอกาสฟื้นตัวเร็วขึ้น หรือสามารถตรวจพบและรักษาโรคได้ทันท่วงทีก่อนจะลุกลาม

  • รองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นตลอดเวลา

คุณอาจคิดว่าเรายังแข็งแรงไม่จำเป็นต้องรีบทำประกัน แต่นั่นคือความเข้าใจผิด เพราะอุบัติเหตุ หรือโรคบางอย่างไม่ได้บอกล่วงหน้า ไม่มีใครรู้ว่าจะเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุเมื่อไหร่ ซึ่งประกันสุขภาพจะมีประโยชน์ที่สุดก็ต่อเมื่อคุณมีมันก่อนที่จะต้องใช้

ประกันสุขภาพ กับ ประกันชีวิต ต่างกันอย่างไร
  • ลดภาระให้ครอบครัวหรือคนใกล้ชิด

ในยามที่คุณเจ็บป่วยหนัก ถ้าไม่มีประกัน ทั้งตัวคุณเอง และคนในครอบครัวอาจต้องแบกภาระค่ารักษาทั้งหมด การมีประกันสุขภาพช่วยให้คุณรับผิดชอบตัวเองได้อย่างเต็มที่ และไม่ต้องรู้สึกผิดหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

  • ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้

เบี้ยประกันสุขภาพสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามเกณฑ์ที่สรรพากรกำหนด ทำให้คุณจ่ายภาษีน้อยลงอย่างถูกกฎหมาย

ประกันสุขภาพ กับ ประกันชีวิต ต่างกันอย่างไร
ประกันสุขภาพ กับ ประกันชีวิต ต่างกันอย่างไร

ประกันชีวิต คืออะไร? การวางแผนเพื่อคนข้างหลัง

ประกันชีวิต (Life Insurance) คือ สัญญาความคุ้มครองทางการเงินระหว่างผู้เอาประกันกับบริษัทประกัน โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้าคุณเสียชีวิต ทุพพลภาพถาวร หรืออยู่ครบตามระยะเวลาที่กำหนด บริษัทจะจ่ายเงินก้อนให้แก่ผู้รับผลประโยชน์หรือแม้แต่คุณเองในบางกรณี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบของประกันชีวิตที่เลือก ดดยประกันชีวิตไม่ใช่ทำไว้สำหรับตัวเองเท่านั้น แต่เพื่อคนข้างหลังที่คุณรักด้วย โดยประเภทของประกันชีวิตนั้นมีทั้งแบบประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance) ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance) นอกจากนี้ก็ยังมีอีกรูปแบบคือประกันชีวิตสะสมทรัพย์ (Endowment Life Insurance) และประกันแบบบำนาญ (Annuity Insurance) ผู้เอาประกันสามารถเลือกทำได้ตามความต้องการ และสถานการณ์ของแต่ละคน ซึ่งประกันชีวิตมีความสำคัญ คือ

  • ช่วยดูแลคนข้างหลังเมื่อคุณจากไป

ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น ประกันชีวิตคือหลักประกันที่แน่นอนว่าถ้าเราจากไปกะทันหัน คนที่อยู่ต่อจะยังมีกินมีใช้ ไม่ต้องเริ่มชีวิตใหม่จากศูนย์ ไม่ต้องแบกรับหนี้สิน หรือขาดรายได้ เงินจากประกันจะเป็นเหมือนเบาะรองรับให้ครอบครัวตั้งหลักได้ในช่วงเวลาแย่ที่สุดของชีวิต

  • ปกป้องรายได้ในอนาคต

หากคุณเป็นคนหารายได้หลักของบ้านแล้วเกิดเหตุทุพพลภาพถาวร ไม่สามารถทำงานได้อีกเลย ประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองทุพพลภาพจะช่วยจ่ายเงินก้อนให้คุณมีเงินใช้ดำรงชีวิตต่อไปได้

  • ช่วยวางแผนมรดกแบบเป็นระบบ

เงินจากประกันชีวิตสามารถตั้งชื่อผู้รับผลประโยชน์ได้โดยตรงไม่ต้องผ่านกระบวนการแบ่งพินัยกรรม หรือขึ้นศาล ทำให้เงินถึงมือคนที่คุณตั้งใจได้แน่นอนและรวดเร็ว ไม่ต้องมีปัญหากันระหว่างผู้รับมรดกในอนาคต

  • เป็นการออมเงินระยะยาวอย่างมีวินัย

ประกันชีวิตบางประเภท เช่น แบบสะสมทรัพย์แบบบำนาญจะเก็บเงินของคุณไว้เป็นก้อน แล้วจ่ายคืนเมื่อครบกำหนดพร้อมดอกเบี้ย เหมาะสำหรับผู้ที่ออมเงินไม่เก่ง แต่อยากเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณแบบมั่นใจว่าจะมีเงินสำรองไว้ใช้แน่ ๆ

  • ลดหย่อนภาษีได้

เบี้ยประกันชีวิตสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้สูงสุดถึง 100,000 บาท/ปี ตามเกณฑ์กรมสรรพากร ใครที่มีรายได้สูงจะเห็นประโยชน์ชัดมากเพราะจ่ายภาษีน้อยลงได้หลายพันบาทต่อปี

ประกันสุขภาพ กับ ประกันชีวิต ต่างกันอย่างไร

เลือกทำ ประกันสุขภาพ กับ ประกันชีวิต อย่างไรดี?

การเลือกทำ ประกันสุขภาพ กับ ประกันชีวิต ให้เหมาะกับตัวเองนั้น ไม่ใช่แค่เลือกจากเบี้ยถูก หรือโปรแรงเท่านั้น แต่ต้องดูจากไลฟ์สไตล์ รายได้ ภาระหน้าที่ ครอบครัว อายุ สุขภาพ และเป้าหมายในชีวิต ของคุณประกอบด้วย เพราะประกันแต่ละแบบมีบทบาทต่างกัน และตอบโจทย์ไม่เหมือนกันนั่นเอง หากคุณมีงบน้อยอาจจะเริ่มจากการทำประกันสุขภาพก่อน เพราะหากเจ็บป่วยร้ายแรงขึ้นมาแล้วไม่มีประกันอาจจะกระทบกับเงินเก็บของคุณได้ หรืออาจะสร้างหนี้ ภาระค่าใช้จ่ายโดยไม่ตั้งใจ แต่ถ้าคุณเป็นเสาหลักของครอบครัว การเลือกทำประกันชีวิตก่อนอาจตอบโจทย์มากกว่า เพื่อให้มั่นใจว่าหากคุณเป็นอะไรไปคนที่อยู่ข้างหลังจะยังมีเงินใช้
อย่างไรก็ดีการเลือกทำทั้งคู่ก็เป็นการคุ้มครองที่ครบวงจรมากกว่า ไม่ว่าจะเพื่อสุขภาพของตัวคุณเอง และเพื่ออนาคตของคนที่อยู่ข้างหลัง ซึ่งสามารถเลือกสัดส่วนการทำประกันทั้งสองแบบที่เหมาะสมได้ ไม่ต้องทุ่มการทำประกันทั้งหมดแบบเดียว โดยมีปัจจัยที่ต้องดูร่วมกัน เช่น หากเจ็บป่วยง่ายอาจจะจ่ายในส่วนของงบประกันสุขภาพมากกว่า หากมีครอบครัวต้องดูแลให้เพิ่มสัดส่วนของประกันชีวิต เป็นต้น และอย่าลืมว่าการทำประกันควรเลือกแบบที่จ่ายไหวต่อเนื่องด้วย

สรุป ประกันสุขภาพ กับ ประกันชีวิต ต่างกันอย่างไร

ประกันสุขภาพ กับ ประกันชีวิต มีบทบาทต่างกันอย่างชัดเจน โดยประกันสุขภาพเน้นคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเมื่อคุณเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงที่คุณยังมีชีวิตอยู่ ส่วนประกันชีวิตเน้นให้ความคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร เพื่อให้คนที่คุณรักยังมีความมั่นคงทางการเงินในวันที่คุณไม่อยู่แล้ว การทำทั้งสองแบบควบคู่กันจึงเป็นการวางแผนชีวิตอย่างรอบด้าน ดูแลทั้งสุขภาพของตัวเองและความมั่นคงของครอบครัวในอนาคต พร้อมยังสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับทั้งตัวคุณและคนรอบข้างในทุกช่วงของชีวิต